Zombieland Double Tap : สนุกฮากว่าภาคแรก

รีวิว Zombieland ซอมบี้แลนด์ 2 ภาคต่อที่โหด มันส์ ฮา ซึ้งกว่าภาคแรก

Zombieland Double Tap หรือ ซอมบี้แลนด์ 2 ภาคต่อของหนังซอมบี้แหวกแนวที่เน้นฮากระจาย เรื่องดังในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อนกลับมาอีกครั้ง ถ้าใครคิดจะดูภาคใหม่นี้แนะนำเลยว่าควรจะดูภาคแรกก่อน เพราหนังมีความต่อเนื่องจากภาคแรก รวมถึงมุกที่นำมาเล่นในภาคใหม่ก็สืบเนื่องจากภาคแรกที่ปูพื้นไว้ทั้งนั้น ถ้าไม่ดูมาก่อนอาจจะงงไม่ขำ กลายเป็นมุกไม่ฮาพาแป๊กได้ ซอมบี้แลนด์ เป็นเรื่องราวของโลกที่ได้ล่มสลายลงจากการที่มนุษย์ติดเชื้อซอมบี้ และตัวหนังเป็นเรื่องราวการเอาชีวิตรอดด้วยกฎสุดฮาของคน 4 คน (เล่นโดย 4 นักแสดงคนเดิม Jesse Eisenberg, Woody Harrelson, Emma Stone และ Abigail Breslin) ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

แต่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันในโลกแห่งนี้ โดยเรื่องราวหลังเหตุการณ์ซอมบี้ระบาดในภาคแรก สหรัฐฯกลายเป็นเมืองที่รกร้างไร้ผู้คน เหล่าแก๊งซ่าส์ล่าซอมบี้จึงได้ออกเดือนทางไปยึดสถาณที่ดังๆ ของสหรัฐมาใช้ทำเป็นบ้านของตัวเอง ซึ่งที่มั่นในภาคนี้ก็คือ “ทำเนียบขาว” ที่ทำงานและที่พักของประธานาธิบดีสหรัฐนั่นเอง แน่นอนว่ามุกฮาๆ ก็ต้องเกี่ยวกับเรื่องราวในทำเนียบขาวทั้งหลาย รีวิวหนังซอมบี้

แต่นั่นเป็นแค่น้ำจิ้มที่ใส่ไว้ตอนเริ่มเรื่องเท่านั้น สุดท้ายเรื่องราวก็วนกลับไปแบบภาคแรกอีกครั้ง เมื่อ Wichita กับ Little Rock พี่น้องสาวมิจฉาชีพ ที่ใช้เสน่ห์กับมุกตอแหลตบรถตบปืนเหยื่อผู้เคราะร้ายทำให้เอาตัวรอดกันมาได้สองคนตลอด และเมื่อต้องมาอยู่กับแก๊งพระเอก Tallahassee กับ Columbus จนสนิทกันเหมือนครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เกิดอาการอินดี้อยากกลับไปอยู่แบบเดิม ด้วยกฎข้อห้ามผูกมัดมีสัมพันธ์กับใครที่นางตั้งไว้ ทั้งคู่จึงหนีไปพร้อมรถแบบเดิม ซึ่งถ้าใครดูภาคแรกมาก็คงขำว่าสองพระเอกของเราเจอฤทธิ์เดชความอินดี้ติสแตกของนางเข้าอีกแล้ว

แต่หนังไม่ได้ให้สองหนุ่มตามหาสองสาวแบบภาคแรก หนังเดินเรื่องราวลึกซึ้งขึ้นกลายเป็นว่าทำเอาทั้งคู่ซึมทั้งอกหักและถูกเด็กที่เหมือนลูกทิ้งแบบไม่รู้อีโหน่อีหน่ว่าตัวเองทำอะไรผิด ซึ่งเป็นการเปิดปมเรื่องราวในภาคนี้ที่เน้นความสัมพันธ์ของผู้คนที่พบเจอและอยู่ด้วยกันว่า นั่นเป็นมิตรภาพที่นำมาสู่ความรักและครอบครัวที่แท้จริงได้แค่ไหน ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้มีโอกาสทบทวนตัวเองอีกครั้ง หนังพาให้นางเอก Wichita กลับมาหาทีมสองหนุ่มอีกรอบหลังเจอปัญหาว่าโดนน้องสาวที่พึ่งเข้าสู่วัยรุ่นทิ้งเธอไปเหมือนกัน

และทุกคนต้องไปช่วยตามหา Little Rock ที่เดินทางไปกับหนุ่มอินดี้โลกสวยไม่มีปืน ตามรอยเอลวิสเพรสลี่ ไปจนถึงดินแดนบาบิโลน ที่ภาคนี้เน้นหยิบจับเล่นมุกนักร้องวงดนตรีดังในอดีตมาเล่นแทนมุกตลกเสียดสีดาราฮอลลีวู๊ดที่รอดชีวิตอย่าง “บิล เมอร์เรย์” ซึ่งบิลมีบทกลับมาในตอนเอนเครดิตภาคนี้ด้วย เป็นเรื่องราวก่อนที่โลกล่มสลายว่าเขาต้องเจออะไรบ้าง ก่อนมาพบจุดจบสุดฮาเพราะโดนโคลัมบัสยิงตายคาห้องดูหนังในบ้านตัวเอง ซึ่งหนังยังเอาเรื่องนี้มาเล่นต่อเนื่องให้เราได้ฮากับความลับที่คนตามหาว่า ใครฆ่า “บิล เมอร์เรย์” หลังโลกล่มสลาย

และไม่ใช่แค่ตัวละครเดิมๆ หนังมีเพิ่มมาอีกหลายคน อย่างเมดิสันสาวไร้สมองจนซอมบี้ไม่กินยัยนี่ (ทฤษฎีโดย Tallahassee) ซึ่งเป็นตัวเรียกเสียงฮาเสริมเพิ่มเข้าทีมได้อย่างไม่น่าเชื่อ (แบบรำคาญไปน่ารักไป) แถมยังเป็นตัวละครที่เข้ามาเกี่ยวกับปมความรักของพระเอก ซึ่งหนังก็พาตัวเองให้กลายเป็นหนังรักลงลึกถึงเนื้อหาชีวิตคู่เพิ่มเติมต่อจากภาคแรกที่แค่พยายามพิชิตใจนางเอกให้ได้เท่านั้น

นอกจากนี้ก็มีเพิ่มสาวสุดโหดให้กับ Tallahassee ได้มีคู่กับเค้าอีกด้วย แถมยังมีทีมคู่หูก็อปปี้เหมือนทีมพระเอกเข้ามาแจมเพิ่ม ซึ่งทำออกมาได้ฮาจากมุกเกทับเรื่องกฎใครเหนือกว่า (อีกฝ่ายใช้คำว่า บัญญัติ ซึ่งดูหนักแน่นจริงจังกว่า กฎ) แต่น่าเสียดายที่หนังเลือกให้เวลากับสองคนนี้สั้นๆ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าไม่งั้นตัวละครจะเยอะเกินไปจนโฟกัสเรื่องราวไม่ได้แล้ว

นอกจากคนที่มีเรื่องราวเพิ่มเติมมา ซอมบี้เองก็มีวิวัฒนาการแกร่งขึ้น อึดขึ้น ไวขึ้น ซึ่งหนังเปิดมาตอนแรกก็แนะนำพวกนี้ทันทีว่ามี 3 แบบ แต่ถูกนำมาใช้แค่ตัวใหม่ที่เปิดมากลางเรื่อง โดยเจ้าตัวนี้จะอึดเป็นพิเศษเลยถูกเรียกว่า T-800 ตามชื่อหนังคนเหล็กภาคแรก ซึ่งตั้งชื่อโดย Columbus หนุ่มเนิร์ดเจ้าเก่านั่นเอง ซึ่งเจ้า T-800 นี่ก็ได้บทหลักเป็นฝูงซอมบี้ที่แห่กันมาในตอนท้ายเรื่องแบบ world war z ที่คราวนี้ฆ่าไม่ได้ง่ายๆ

แล้วก็ต้องใช้วิธีพิสดารในการจัด หนังทำออกมาได้มันส์สุดๆ ตั้งแต่การขับรถออฟโรดดริฟท์ไล่ขยี้ ไปจนถึงการสร้างกับดักที่ต้องเสี่ยงตายกันสุดๆ นอกจากไคลแม็กซ์ที่มันส์มากๆ แล้ว หนังยังสอดแทรกประเด็นดราม่าซึ้งๆ ไปพร้อมกัน (ในแบบที่นึกไม่ถึงว่าจุดเฉลยเรื่องเชื้อชาติอินเดียนแดงของ Tallahassee จะมาเป็นไคลแม็กซ์ตอนจบแบบนี้ได้)

นี่เป็นหนังภาคต่อที่ทำได้เหนือกว่า ฮากว่า ซาบซึ้งกว่า จากภาคแรกที่ออกจะแค่เกรียนๆ เท่านั้น แต่หนังก็ต้องพึ่งพาการเข้าใจมุกคลาสิคเก่าแก่หลายอย่าง รวมถึงความต่อเนื่องจากภาคแรก ซึ่งอยากให้ดูกันก่อนไปชมจะทำให้เรื่องราวต่อเนื่องสนุกกว่าดูแบบจำอะไรไม่ค่อยได้ หรือว่าไม่เคยดูมาก่อนก็ไม่ค่อยอยากแนะนำให้ดูครับ เพราะคงมึนงงไม่อินกับทั้งมุกฮากับเรื่องราวดราม่าที่หนังสอดแทรกเข้ามาในภาคนี้ ที่เป็นหัวใจหลักของแฟนๆ เลยก็ว่าได้ เรียกว่าทำออกมาเท่าไหร่ เราก็ยังอยากตามดูชีวิตครอบครัวนี้ต่อไปในดินแดน “ซอมบี้แลนด์” แห่งนี้

เรื่องย่อ

เรื่องราวของโลกที่ได้ล่มสลายลงจากการที่มนุษย์ติดเชื้อซอมบี้ และตัวหนังเป็นเรื่องราวการเอาชีวิตรอดด้วยกฎสุดฮาของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หลังเหตุการณ์ซอมบี้ระบาดในภาคแรก สหรัฐฯกลายเป็นเมืองที่รกร้างไร้ผู้คน เหล่าแก๊งซ่าส์ล่าซอมบี้ได้ออกเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ ร่วมผจญภัยและพบผู้รอดชีวิตอื่น ๆ ที่นำมาซึ่งความฮาแบบขั้นสุด ภารกิจล่าซอมบี้มาพร้อมกับเสียงหัวเราะ ความป่วน และอาวุธครบมือกลับมาอีกครั้ง

หนังภาคต่อที่ห่างจากภาคแรกอย่าง Zombieland (2009) ถึง 10 ปีเต็ม โดยได้ทีมงานสร้างและนักแสดงชุดเดิมกลับมาพร้อมหน้า ไล่ตั้งแต่ผู้กำกับ รูเบน เฟลชเชอร์ (Ruben Fleischer) ที่หลังจากหนังภาคแรกผ่านไปเขาก็ไปจับหนังแนวอาชญากรรมสนุก ๆ ทั้ง 30 Minutes or Less (2011) และหนังแก๊งสเตอร์ดราม่ารวมดาวอย่าง Gangster Squad (2013) ตลอดจนได้ไปจับหนังซูเปอร์ฮีโรวายร้ายอย่าง Venom (2018) มาแล้ว ดูซีรี่ส์เกาหลี

ก่อนจะวกกลับมาสานต่อหนังที่สร้างชื่อให้เขาอีกครั้งใน Zombieland Double Tap นี่เอง ซึ่งเราก็ได้เห็นถึงพัฒนาการเล่าเรื่องของเขาที่ดูแน่นขึ้นมีการวางจุดพลิกผันที่สนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งว่าภาคแรกใช้เวลาแนะนำคาแรกเตอร์ตัวละครไปจนชัดเจนแล้ว พอมาภาค 2 นี้ก็เลยไม่ต้องเยิ่นเย้ออีกต่อไป เรียกว่าดันเรื่องลุยกับจักรวาลที่ลงตัวมากขึ้นแล้วให้สนุกใส่อีสเตอร์เอ้ก ใส่มุกเล็กมุกใหญ่ได้สบายมือ โดยหนังยังคงเล่นกับกฎของการเอาตัวรอดที่กลุ่มตัวละครบัญญัติกันขึ้นมา และชื่อของหนังภาค 2 นี้ก็เอามาจากกฎข้อ 2 ในหนังภาคแรกที่ว่า “Double Tap จงยิงย้ำ 2 นัดถ้าไม่แน่ใจว่าซอมบี้ตายจริงหรือไม่” นั่นเอง

สำหรับด้านบท นี่ยังเป็นการขนทีมเขียนบทเดิมอย่างสองคู่หู เรต รีส (Rhett Reese) และ พอล เวอร์นิก (Paul Wernick) คู่กาวสายฮาที่ก่อกำเนิดหนังมัน ๆ อย่าง Deadpool ทั้ง 2 ภาคมาแล้ว แถมสมทบทีมเขียนบทเพิ่มด้วย เดฟ คัลลาแฮม (Dave Callaham) ที่เขียนบทให้แฟรนไชส์ The Expendables และกำลังมีผลงานบทหนังซูเปอร์ฮีโรใหญ่ยักษ์จาก 3 ค่ายใหญ่ให้ชมในอนาคตอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Wonder Woman 1984 ของวอร์นเนอร์ Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings ของมาร์เวลสตูดิโอ และ Spider-Man: Into the Spider-Verse 2 ของโซนี่ด้วย เรียกว่าทีมบทนี่แน่นแข็งปั๋งเอามาก ๆ คาดหวังในทางแอ็กชันผสมตลกร้ายมุกพรั่งพรูแบบ Deadpool ได้เลยล่ะ

ซึ่งก็ส่งผลให้หนังมีอารมณ์แบบเน้นฮาเข้าว่า ปล่อยมุกไม่ยั้ง ฮามากฮาน้อยไม่ซีเรียสขอได้ปล่อยของ หลายมุกอาศัยความเนิร์ดหนังแบบพอปคัลเจอร์พอสมควร ถ้าเข้าใจหมดนี่คือกำไรผู้ชมล้วน ๆ และน่าสนใจว่ากระจายบทกันได้เด่นทั่วถึงทั้งตัวหลัก 4 คนและตัวรองที่มาเพิ่มก็มีช่วงเวลาน่าจดจำของตัวเองทั้งสิ้น มุกก็มาทั้งล้อหนังภาคแรกที่ว่าด้วยกฎมากมายของตัวเอกอย่าง โคลัมบัส

และการเอาดารารับเชิญมาปู้ยี้ปู้ยำที่รอบนี้มีลุก วิลสัน (Luke Wilson) มาแจมในฉากสั้น ๆ แบบเดียวกับ บิล เมอร์เรย์ (Bill Murray) ในภาคก่อน แต่วิลสันมาฮาสไตล์ล้อเลียนตัวละครหลักที่ขิงใส่กันไปมาได้สนุกปากแทน และสำหรับใครประทับเมอร์เรย์สไตล์ก็ต้องบอกว่าขอให้นั่งรอจนจบเครดิต มันคือฉากจบระดับเดียวกับที่เดดพูลเคยย้อนเวลาไปฆ่าตัวเองในหนัง X-Men Origins: Wolverine (2009) เลยทีเดียว

ด้านดารานักแสดง ก็เอากลับมาได้ทั้ง 4 ตัวละครนำในภาคเก่าที่ทุกคนต่างมีชื่อเป็นเมืองในสหรัฐ (เพราะในภาคแรกไม่อยากผูกพันเลยไม่ถามชื่อจริงกัน) ไล่ไปตั้งแต่ วูดดี้ ฮาร์เรลสัน (Woody Harrelson) ในบท แทลลาแฮสซี พี่ใหญ่คาวบอยจอมโหดผู้มีมุมอ่อนไหวอย่างไม่น่าเชื่อ เจสซี ไอเซนเบิร์ก (Jesse Eisenberg) ในบท โคลัมบัส หนุ่มเนิร์ดที่ผู้ชมหลงรักกับสารพัดกฎการเอาตัวรอดในวันโลกแตกที่ภาคนี้เขานำพาเราไปสู่ก้าวต่อมาของชีวิตคู่ของเขากับตัวละคร เอมมา สโตน (Emma Stone) ในบท วิชิตา สาวสวยจอมแสบนักต้มตุ๋นแฟนสาวของโคลัมบัสที่กลายเป็นเจ้าสาวกลัวฝนในภาคนี้

และที่แปลกตาที่สุดก็คงเป็น อาบีเกล เบรสลิน (Abigail Breslin) ในบท ลิตเทิลร็อก เด็กสาววัย 13 ปีเมื่อภาคก่อน แต่ตอนนี้โตเป็นสาวรุ่นแสบเซี้ยวที่โหยหาโลกกว้างและพยายามหนีความรักแบบไข่ในหินของแทลลาแฮสซีจนเกิดเรื่องราวใหญ่โต เราจะเห็นพัฒนาการความเป็นครอบครัวของทั้ง 4 ตัวละครชัดขึ้น แม้จะไม่ได้แปลกใหม่ในหนังแนวตลกครอบครัว แต่สำหรับแฟนหนังแฟรนไชส์นี้ก็ต้องบอกว่าเป็นก้าวการพัฒนาของตัวละครสุดรักที่น่าจดจำทีเดียวล่ะ

แถมภาคนี้ยิ่งเพิ่มดีกรีตัวละครรองด้วยสาวสวย โซอี ดุตช์ (Zoey Deutch) จากหนัง Before I Fall (2017) ในบท แมดิสัน สาวบลอนด์สไตล์สุดน่ารักได้อย่างขโมยซีนชาวบ้านชาวช่องมาก เรียกว่าบทสาวติ๊งต๊องซ่อนเปรี้ยวของเธอเปิดโอกาสให้ปล่อยมุกได้เยอะกว่าชาวบ้านมากทีเดียว เธอน่าจะเป็นตัวละครสำคัญได้ในอนาคตถ้ามีการทำภาคหน้าน่ะนะ

เรื่องงานภาพก็ต้องขอจดไว้ตรงนี้เลยเพราะเป็นอีกครั้งที่หนังฮอลลีวูดเลือกใช้ผู้กำกับภาพเอเชีย โดยครั้งนี้คือ ชอง ชองฮุน (Chung Chung-hoon) ผู้กำกับภาพคู่บุญที่ถ่าย Oldboy (2003) ให้ผู้กำกับ ปาร์ก ชานวุก (Park Chan-wook) และหนังหลังจากนั้นเรื่อยมา จนมีโอกาสโกอินเตอรใน Stoke (2013) และยังได้ถ่ายหนังงานภาพเด่น ๆ อย่าง It (2017) ด้วย ก็น่าภูมิใจไม่น้อยนะ แม้ว่าเอาเข้าจริงแนวหนังมันก็ไม่ได้ต้องเน้นเรื่องภาพมากนัก แต่เราก็ได้เห็นครีเอทีฟในการเล่นกับกล้องที่หลากหลาย และส่งเสริมกับการตัดต่อจังหวะตลกที่ดีอยู่เหมือนกัน มีเรื่องติงที่ว่างานซีจีอาจไม่ได้เน้นมากนักมีหลุด ๆ การ์ตูน ๆ อยู่หลายฉากทีเดียว

และเพราะตัวละครเจนจัดในโลกที่สร้างไว้ในภาคแรกแล้ว เรียกว่าไม่ค่อยกลัวซอมบี้ธรรมดากันแล้ว ภาคนี้เขาเลยอัปเกรดเหล่าซอมบี้ด้วยซอมบี้หลากหลายประเภทเข้ามาสร้างความวุ่นวายอีก ไม่ว่าจะ ประเภทโฮเมอร์ (ตัวละครในซิมป์สัน) ที่จะไม่ค่อยฉลาดนัก ประเภทฮอว์กิง (จากอัจฉริยะสตีเฟน ฮอว์กิง) ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ประเภทนินจา ที่จะเคลื่อนไหวเงียบเชียบและโจมตีว่องไว

ซึ่งจริง ๆ น่าสนใจแต่เอามาใช้ในหนังน้อยไปหน่อย สุดท้ายคือซูเปอร์ซอมบี้ประเภทถึกอึดทน T-800 ซึ่งล้อจากรุ่นคนเหล็กในหนัง The Terminator นั่นเอง แน่นอนว่าประเภทหลังนี่คือเดินหน้าฆ่าไม่ตายด้วยและเป็นประเภทที่หนังเอามาใช้งานเยอะสุด เพื่อสร้างความตื่นเต้นลุ้นให้ตัวละครที่เก่งเว่อไม่ค่อยกลัวซอมบี้จากภาคแรกแล้วนั่นเอง จึงทำให้หนังเรื่องนี้มีทั้งความฮาและฉากแอ็กชันผสมอยู่แบบหนังโปรแกรมใหญ่อย่างลงตัว และน่าจะเป็นแฟรนไชส์ที่แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับภาคก่อนหน้าที่ดูเป็นแค่หนังทุนกลางค่อนต่ำขายไอเดียเท่านั้น

สรุป

หนังภาคต่อที่ทำได้เหนือกว่า ฮากว่า ซาบซึ้งกว่า แต่หนังก็ต้องพึ่งพาการเข้าใจมุกคลาสิคเก่าแก่หลายอย่าง รวมถึงความต่อเนื่องจากภาคแรก (ดูได้ผ่าน Netflix) ซึ่งอยากให้ดูกันก่อนไปชมจะทำให้ดูเข้าใจเรื่องราวต่อเนื่องสนุกกว่า